ดื่มเเอลกอฮอล์ มีผลดีต่อร่างกายอย่างไรบ้าง?

ดื่มเเอลกอฮอล์ มีผลดีต่อร่างกายอย่างไรบ้าง?

ดื่มเเอลกอฮอล์ มีผลดีต่อร่างกายอย่างไรบ้าง?

ดื่มเเอลกอฮอล์ มีผลดีต่อร่างกายอย่างไรบ้าง? ทุกคนคงจะทราบกันดีว่า มีการวิจัยข้อเสียของการดื่มเเอลกอฮอล์ ออกมาอย่างมากมายหลากลายสถานที่ เเต่ในทางกลับกันนั้น เหล้า เบียร์ หรือไวน์ ก็ไม่เคยถูกยกเลิกการผลิตทั้งนั้น เเละยังอยู่คู่กับวิถีการใช้ชีวิต ของคนเรามาอย่างช้านาน เพราะเป็นสิ่งที่จะพูดได้เลยว่าขาดไม่ได้จริงๆในการเข้าสังคม หรือปราตี้สังสรรค์ เป็นสิิ่งที่ช่วยเพิ่มสีสัน เเละความสนุกสนานให้กับผู้ดื่มไปน้อยเลยทีเดียว เเม้ว่าจะทำให้มึนเมาเเละเกิดสิ่งต่างๆตามมา

เเต่อย่างไรนั้นก็ยังมีผู้ที่ให้ความสนใจ เเละทำการศึกษาวิจัยข้อดี หรือประโยชน์ของการดื่มเเอลกอฮอล์อยู่นั้นเอง

ดื่มเเอลกอฮอล์ มีผลดีต่อร่างกายอย่างไรบ้าง?

ประโยชน์ของการดื่ม

มีการศึกษาหาความรู้จากหลายหน่วยงาน พบว่าการที่เราดื่มเเอลกอฮอล์นั้นมีการส่งผลดีเเละต่อหัวใจ ดังต่อไปนี้

1. ดีต่อใจ

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นตัวเลือกสำหรับหลายคน เมื่อต้องเผชิญกับความเครียดหรือความเศร้า ซึ่งหลายครั้งที่เครื่องดื่มเหล่านี้ทำหน้าเป็นเพื่อนคอยปลอบใจได้เป็นอย่างดี เพราะว่าฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ทำให้เกิดอาการมึนเมา ลดประสาทการรับรู้ จึงอาจช่วยคลายความรู้สึกเหล่านั้นลงได้ชั่วคราว สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการสังสรรค์คงทราบดีว่าความมึนเมานี้สามารถเพิ่มความสนุกในการสนทนาและการเข้าสังคมได้ไม่น้อย ทั้งยังเพิ่มโอกาสในการทำความรู้จักเพื่อนใหม่ รวมไปถึงโอกาสทางสังคมในด้านอื่น ๆ อีกด้วย

แต่อย่างที่รู้ๆ อยู่กันว่าการดื่มในปริมาณมาก จะส่งผลให้ขาดสติสัมปชัญญะและความยับยั้งชั่งใจ ซึ่งอาจนำไปสู่อุบัติเหตุ การสูญเสีย หรืออาชญากรรมได้ นอกจากนี้ ผู้ที่ต้องเผชิญความเครียดหรือความเศร้าเป็นประจำอาจมีแนวโน้มที่จะได้รับผลเสียมากกว่าผลดีจากการดื่มสุรา

2. ลดความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เกิดได้จากหลายสาเหตุและปัจจัย โดยภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) ก็เป็นปัจจัยหนึ่ง ภาวะดื้อต่ออินซูลินจะทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้เป็นพลังงานได้ ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดสูง จากการศึกษาชิ้นหนึ่งที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มแอลกอฮอล์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน โดยให้ผู้เข้าร่วมการทดลองที่เป็นผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนดื่มไวน์ขาว 250 มิลลิลิตรต่อวันติดต่อกัน 6 สัปดาห์

อีกกลุ่มหนึ่งดื่มน้ำองุ่นขาวในปริมาณและระยะเวลาเดียวกัน พบว่ากลุ่มที่ดื่มไวน์ขาวมีการตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้น จึงอาจลดความเสี่ยงของภาวะดื้อต่ออินซูลินและโรคเบาหวานลงได้ นอกจากนี้ งานวิจัยขนาดใหญ่อีกชิ้นก็พบว่าการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณดังกล่าวอาจลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้เช่นกัน

3. ป้องกันโรคหัวใจ

เมื่อแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกาย แอลกอฮอล์จะถูกลำเลียงไปตามกระแสเลือด กระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด ซึ่งส่งผลดีต่อการทำงานของหลอดเลือดและหัวใจ จากการวิจัยของวิทยาลัยสาธารณสุขแห่งฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา (Harvard T.H. Chan School of Public Health) พบว่า การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะหัวใจขาดเลือดกะทันหัน โรคหลอดเลือดในสมองตีบตัน โรคเส้นเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน ได้ถึง 25-40% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์

นอกจากนี้ แอลกอฮอล์อาจช่วยเพิ่มระดับไขมันดี หรือ HDL (High-density Lipoproteinl) ในเลือด ซึ่งจะลดระดับและแปรสภาพไขมันชนิดเลว LDL ในผนังเซลล์เลือดที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ แอลกอฮอล์ยังช่วยลดการแข็งตัวและความเข้มข้นของเลือด ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ จึงส่งผลให้ความเสี่ยงในการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ภาวะหัวใจขาดเลือดกะทันหัน และโรคหลอดเลือดในสมองตีบตันลดลง

ดื่มเเอลกอฮอล์ มีผลดีต่อร่างกายอย่างไรบ้าง?

แอลกอฮอล์ส่งผลต่อหัวใจ หลอดเลือดอย่างไร?

แอลกอฮอล์ในเครื่องดื่ม คือ เอทิลแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol) หรือ เอทานอล (Ethanol) เป็นสารที่ได้มาจากการแปรรูปด้วยการกลั่นและหมักจากข้าว ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ หรือผลไม้ ส่วนดีกรีหรือความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเครื่องดื่มแต่ละประเภทก็แตกต่างกันไป โดยความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเบียร์ อยู่ที่ประมาณ 5% ไวน์ประมาณ 12% และสุรากลั่นประมาณ 40%

แอลกอฮอล์ที่เราดื่มจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดผ่านเยื่อบุบริเวณช่องปาก ลำคอ และมากที่สุดที่ผนังกระเพาะอาหาร และจะเริ่มส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้เกิดความรู้สึกและพฤติกรรมที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมในเวลาเฉลี่ยประมาณ 30 นาทีถึง 2 ชั่วโมง ทั้งนี้ ระยะเวลาในการแสดงอาการอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปริมาณในการดื่มและความสามารถในการดูดซึมสารของร่างกายแต่ละบุคคล

ดื่มอย่างไรให้เกิดผลดี

ปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ที่พอเหมาะพอดีซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจที่แนะนำ คือ ผู้ชายควรดื่มไม่เกิน 2 หน่วย และผู้หญิงไม่เกิน 1 หน่วยบริโภคต่อวัน โดยปริมาณบริโภคต่อหน่วยจำแนกตามประเภทของเครื่องดื่ม คือ

  • เบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ 5% = 360 มิลลิลิตร
  • ไวน์ที่มีแอลกอฮอล์ 12% = 150 มิลลิลิตร
  • สุราที่มีแอลกอฮอล์ 40% = 45 มิลลิลิตร

คนบางกลุ่มอาจเสี่ยงต่อการได้รับโทษมากกว่าประโยชน์จากแอลกอฮอล์ จึงควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยกลุ่มดังกล่าว ได้แก่

  • ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 21 ปี
  • ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์
  • ผู้ที่มีสภาพร่างกายอ่อนแอ มีโรคประจำตัว และมีภูมิคุ้มกันต่ำ
  • ผู้ที่อยู่ในระหว่างการพักรักษาตัว หรือต้องใช้ยารักษาอาการป่วย
  • ผู้ที่เคยผ่านการบำบัดการเสพติดสุราและสารเสพติด
  • ผู้ที่ไม่สามารถควบคุมตนเองและไม่สามารถควบคุมปริมาณในการดื่มได้
  • ผู้ที่ต้องทำงานด้วยการใช้ทักษะและสมาธิ รวมทั้งต้องขับขี่ยานพาหนะ

ทิ้งท้าย

แอลกอฮอล์ออกฤทธิ์โดยตรงต่อระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งเป็นประสาทที่ควบคุมความคิด การเคลื่อนไหว อารมณ์ ความรู้สึก ที่ส่งผลต่อการแสดงพฤติกรรมรูปแบบต่าง ๆ มีฤทธิ์กดประสาท หากดื่มเข้าไปในปริมาณมาก จะทำให้ผู้ดื่มมีอาการง่วงซึม หรือขาดสติได้ แต่หากดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ ทำให้สนุกสนานอารมณ์ดี และช่วยให้เราลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย

เรื่องราวที่ทุกคนต้องรู้ : teawmueangthai

บทความน่าสนใจ : thefarm2gether